ชำแหละข่าวร้อน

ได้อ่านข่าวจาก www.kapook.com ประจำวันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2562

เรื่องที่ผู้ปกครองคนหนึ่งส่งลูกเรียนโรงเรียนเอกชน ( เป็นการเรียนสองภาษา)
เพราะต้องการให้ลูกมีความรู้ด้านภาษาอังกฤษมากขึ้น น้องอายุเพียง 5 ขวบ แต่ถูกคุณครูตี จนแขนเขียวช้ำ เพราะคุณครูบอกกับน้องว่าน้องโง่ไม่สามารถตอบคำถามครูได้

จากเหตุการณ์ที่น้องเจอทำให้น้องกลัวการไปโรงเรียนเพราะกลัวครุตี คำพูดของน้องที่เล่าเรื่องที่ครูตีให้คุณแม่ฟัง ได้อ่านแล้วน่าสงสารมาก เด็กน้อยบอกกับคุณแม่ว่าครุบอกว่าหนูไม่มีสมอง แต่เด็กน้อยก็ชี้ที่หัวของตัวเองให้แม่ดูและบอกกับแม่ว่า หนูก็มีสมอง
สมองหนุอยู่ตรงนี้ ประโยคที่เด็กน้อยอายุแค่ 5 ขวบพูดนี้

ใครเป็นแม่ถ้าได้ฟังก็คงน้ำตาไหล เด็กน้อยอายุแค่ 5 ขวบเอง ไม่ได้ทำผิดอะไรร้ายแรง เพียงแค่ตอบคำถามครูไม่ได้ ทำไมครูต้องต่อว่าเด็กด้วยถ้อยคำที่รุนแรง ซึ่งมันเป็นการสร้างปมในใจให้กับเด็ก แถมยังมีการลงโทษเด็กด้วยการตีจนแขนเขียวช้ำ และยังอ่านไปเจออีกว่าเมื่อผู้ปกครองไปคุยกับทางโรงเรียน

ทางผู้อำนวยการโรงเรียนก็ออกมาขอโทษ

จะนำกระเช้าไปขอโทษ และแจ้งว่าจะลงโทษครูที่ทำความผิดด้วยการให้ครูที่ทำความผิด ลาออกจากโรงเรียนภายใน 30 วัน แต่เมื่อครบ 30 วันแล้ว ทางคุณแม่มีการโทรไปสอบถามถึง คุณครูคนนั้นก็ยังไม่ได้มีการลาออกเลย เหมือนกับว่าโรงเรียนไม่สนใจรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ที่จริงแล้วข่าวคุณครูทำร้ายเด็กเกินกว่าเหตุมีให้อ่านเรื่อยๆเหตุการณ์ครูทำร้ายเด็กนักเรียนไม่สมควรจะมีด้วยซ้ำไป จริงๆคนที่จะมาเป็นครูควรจะต้องเป็นคนที่รักเด็ก และเป็นคนใจเย็น เพราะเด็กแต่ละคนไม่เหมือนกัน

บางคนเรียนช้า บางคนสอนนิดเดียวก็ทำได้แล้วพ่อแม่ต้องเสียเงินแสนแพงให้กับโรงเรียนก็เพราะหวังว่าทางโรงเรียนจะมีการดูแลลูก
ของตนเองให้ดี จึงยอมจ่ายเงินแพงๆเพื่อมาเรียนกับโรงเรียนเอกชน แทนที่จะให้ลูกเรียนโรงเรียนรัฐบาล นอกจากปัญหาครูทำร้ายเด็กนักเรียนแล้ว ที่ยังพบเรื่อยๆอีกเรื่องหนึ่งคอปัญหาครุผู้ชาย ทำอนาจารเด็ก

อันที่จริงโรงเรียนควรจะมีวิธีการป้องกันปัญหาเหล่านี้ได้แล้วไม่ใช่ปล่อยให้เกิดปัญหาแบบนี้ซ้ำๆพ่อแม่ควรจะได้วางใจได้แล้วว่านอกจากบ้านที่เป็นที่ปลอดภัยสำหรับลูกแล้วโรงเรียนก็จะยังเป็นอีกที่ที่ปลอดภัยสำหรับเด็กด้วยล่าสุดข่าวมีข่าวออกมาว่าครูที่ทำความผิดได้ลาออกแล้วคุณครูคนนั้นถ้าได้ไปสอนที่โรงเรียนอื่นคงไม่ไปทำร้ายเด็กคนไหนอีก

 

ขอขอบคุณสำหรับแหล่งที่มาของข้อมูล kapook.com

Read More