ข่าวเด็ก ป.5 พยายามฆ่าตัวตายเพราะเพื่อนล้อ และโดนรุมทำร้าย

         จากกรณีที่มีข่าวเด็กนักเรียนหญิงชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ของโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ พยายามฆ่าตัวตายด้วยการผูกคอตัวเองที่โรงเรียนนั้น ในขณะนี้เด็กต้องรักษาตัวอยู่ในห้องปลอดเชื้อ หมอทำการเจาะคอเพื่อช่วยให้เด็กหายใจได้ และเด็กเริ่มขยับตัวได้บ้างแล้ว ซึ่งอาการของน้องในขณะนี้ยังถือว่าค่อนข้างเป็นหนักเพราะยังกินอาหารเองไม่ได้ ต้องเจาะท้องเพื่อให้อาหารทางท้อง ซึ่งทางพ่อของเด็กได้บอกว่าหากน้องอาการดีขึ้นกว่านี้จะทำการย้ายน้องไปรักษาอีกโรงพยาบาลเพื่อพาน้องไปทำกายภาพบำบัด แต่เนื่องจากครอบครัวของเด็กมีฐานะยากจนพ่อทำงานเป็นคนเก็บขยะได้เงินเดือนๆละ

แปดพันบาทเท่านั้นส่วนแม่ไม่ค่อยสบายจึงไม่ได้ทำงาน ซึ่งมีหลายคนแนะนำให้พ่อของเด็กเปิดขอรับเงินบริจาคผ่านทางเฟสบุ๊ก ซึ่งในตอนแรกพ่อของเด็กไม่ยอมทำเพราะไม่อยากถูกต่อว่า ว่าเอาลูกมาหากินแต่การดูแลน้องต้องมีค่าใช้จ่าย ทั้งค่ารถ ค่ากินและค่าแพมเพิร์สที่น้องต้องใช้ พ่อจึงมีการเปิดขอรับบริจาคเพราะชีวิตของลูกสำคัญกว่าอะไร แต่จะเปิดขอบริจาคเพียงแค่ 3 วันเท่านั้น ซึ่งตอนนี้ได้ปิดรับบริจาคเรียบร้อยแล้ว ได้เงินมาแสนกว่าบาท และยังมีสมาคมคนเหนือเปิดรับบริจาคแพมเพิร์สให้น้องเพื่อส่งต่อให้กับครอบครัวของน้อง ซึ่งมีรายงานเข้ามาว่าในระหว่าง 3 วันที่มีการเปิดขอรับบริจาค มีบางคนเข้ามาต่อว่าพ่อของน้องในทำนองเอาน้องมาหากิน ทำให้ครอบครัวของน้องรู้สึกเสียใจเป็นอย่างมาก

                   หลังจากที่ได้ติดตามข่าวนี้มาสักระยะ จะเห็นได้ว่าสังคมไทยเราสมัยนี้ บางคนยังมีความมีน้ำใจโอบอ้อมอารีย์ ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน แต่บางคนก็จิตใจคับแคบ ซึ่งอันที่จริงการที่พ่อเด็กเปิดรับบริจาคก็ไม่ได้บังคับใคร หากใครมีน้ำใจจะช่วยก็ช่วยแต่หากใครไม่อยากช่วยเพราะคิดว่าเขาจะเอาเงินไปทำอย่างอื่นก็ไม่ต้องช่วย

แต่ไม่ควรมาซ้ำเติมครอบครัวของเขาด้วยการเข้าไปต่อว่าแบบนี้ ซึ่งเงินที่เขาได้รับบริจาค เขายังไม่ได้เอาไปทำอะไรเลย หากมีการนำเงินบริจาคไปใช้ในด้านอื่นที่ไม่ได้เอามาดูแลน้องที่ป่วย ค่อยต่อว่าภายหลังก็ยังได้ แต่นี่ต่อว่าเขาก่อนแล้วเสียแล้ว คนแบบนี้ตอนนี้มีเยอะมากในสังคมไทย เพราะดีแต่พิมพ์ต่อว่าคนอื่น หากให้มาพูดต่อหน้าก็จะไม่เก่งเหมือนที่พิมพ์ คนพวกนี้เป็นคนที่มีปัญหาทางจิตอย่างหนึ่งซึ่งควรได้รับการรักษา ส่วนใครที่ยังอยากช่วยเหลือครอบครัวนี้ก็ยังสามารถติดต่อเฟสบุ๊กของสมาคมคนเหนือได้ค่ะ

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  Gclub ฝากขั้นต่ำ50

Read More

ข่าวลูกสาวอาม่าโต้กลับไม่เคยโกงแม่แต่ถูกครอบครัวพี่ชายใส่ร้าย 

           จากกรณีที่มีข่าวก่อนหน้านี้ว่าอาม่ากับลูกชายและหลานสาวพากันฟ้องพนักงานธนาคารดังจำนวน  4 คนและลูกสาวคนกลางชื่อว่าคุณ มาวดี เนื่องจากพากันปลอมแปลงเอกสารและยักยอกทอนเงินออกจากบัญชีจนหมดจำนวน 250 ล้านบาทโดยมีทนายความอนันต์ชัย เป็นคนดำเนินการให้นั้น วันนี้ทางด้านคุณ มาวดี ลูกสาวของอาม่าก็ได้ออกมาให้สัมภาษณ์แต่เป็นหนังคนละม้วน

           โดยนางมาวดี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์กับนักข่าวว่า ตามที่แม่และครอบครัวของพี่ชายออกมาว่า ตนเองนั้นโกงเงินแม่ เคยยักยอกเงินและเป็นลูกที่เนรคุณนั้นไม่เป็นความจริง จริงๆแล้วแม่มีเงินไม่ถึง 250 ล้านบาทแต่มีแค่ประมาณ 120 ล้านบาทเท่านั้น ส่วนทรัพย์สินที่ตนมีนั้นเป็นเงินมรดกที่อาม่าให้ซึ่งมีแค่เงินสด 30 ล้านบาทและทรัพย์สินอื่นๆอีกนิดหน่อยโดยมีอพาร์ตเม้นด้วย ซึ่งนางมาวดี บอกว่าได้เท่านี้ก็พอใจแล้ว ส่วนเงินที่เหลือก็เป็นเงินที่อาม่าให้เป็นมรดกกับพี่ชาย 30 ล้านบาท โรงงานและเครื่องจักร รวมถึงอาม่ายังนำเงินไปส่งเสียเลี้ยงดูลูกของพี่ชายให้ไปเรียนต่อต่างประเทศอีกด้วย เงินอาม่าจึงหมด

เมื่อสอบถามถึงเรื่องการเปิดบัญชี นางมาวดี ยอมรับว่าทำจริงเพราะแม่ไม่สบายและการที่เปลี่ยนจากการเซ็นเป็นการปั้มนิ้วนั้น เป็นการยินยอมจากอาม่าเอง เพราะว่าช่วงนั้น อาม่าป่วยหนักเซ็นเอกสารไม่ได้ ส่วนเรื่องอาม่ารับรู้และอนุมัติทุกครั้งที่เบิก ซึ่งตอนที่อาม่าออกมาจากโรงพยบาลแล้วตนพาไปอยู่ด้วยกันที่บ้าน ยังได้ถามอาม่าเลยว่าจะกลับมาใช้การเซ็นชื่อเหมือนเดิมหรือไม่ แต่อาม่าไม่อยากยุ่งยากกลัวว่าหากต่อไปป่วยอีกต้องเปลี่ยนมาเป็นปั้มนิ้วอีก ไม่อยากทำอะไรกลับไปกลับมาปัจจุบันจึงยังใช้เป็นการปั้มนิ้วมือ ยืนยันว่าเงินทุกบาทอาม่ารับทราบทุกครั้งที่เบิก

          นางมาวดียังบอกอีกว่าส่วนตัวเชื่อว่าแม่ถูกทางพี่ชายเป่าหู เพราะตอนอยู่ด้วยกันก็ยังรักกันดี แต่พอย้ายไปอยู่กับฝั่งพี่ชายอาม่าก็เปลี่ยนไป ทุกวันนี้คุณมาวดีไม่ได้เจอหน้าแม่มานานแล้ว ครั้งสุดท้ายที่เจอกันคือ2561 ตอนขึ้นศาล ซึ่งคุณมาวดี อยากคุยและอยากปรับความเข้าใจกับแม่ แต่บอกว่าถูกกีดกันไม่ไห้เจอแม่เลย โดยคุณมาวดีเชื่อว่าพี่ชายหวังเงินมรดกจากแม่อีกจึงมาปั่นหัวให้แม่มาใส่ร้ายและทำเรื่องฟ้องร้องตน ซึ่งคุณมาวดียินดีพูดคุยไกล่เกลี่ยกับพี่ชายแต่จะยังคงฟ้องร้องเอาเรื่องคนที่พยายามใส่ร้ายตนให้ถึงที่สุด 

        มหากาพย์เรื่องมรดกดูๆไปแล้วคงจะยังอีกนานกว่าเรื่องจะจบ คงต้องดูความจริงจากพยานหลักฐานกันอีกที

 

สนับสนุนมาจาก  RELX Alpha

Read More

มีรายงานข่าวจากสื่อท้องถิ่นของประเทศญี่ปุ่นโดยข้อมูลนี้เป็นข้อมูลที่ได้มาจากเจ้าหน้าที่ทางการของประเทศญี่ปุ่นที่ได้ออกมาเปิดเผยว่าจากเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ที่มีการกักตัวผู้โดยสารบนเรือสำราญ ญี่ปุ่นโดยข้อมูลนี้เป็นข้อมูลที่ได้มาจากเจ้าหน้าที่ทางการของประเทศญี่ปุ่นที่ได้ออกมาเปิดเผยว่าจากเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ที่มีการกักตัวผู้โดยสารบนเรือสำราญ Diamond princes และได้ทำการกักตัวไว้เพื่อตรวจสอบว่าแต่ละคนนั้นมีใครบ้างที่มีเชื้อไวรัสโคโรนา กันบ้างซึ่งแต่เดิมเคยออกมาให้สัมภาษณ์ว่าตรวจพบแล้วมีผู้ติดเชื้อไวรัสจำนวน 70 คนนั้น

ปัจจุบันมีการอัพเดทใหม่ในขนาดนี้ญี่ปุ่นพบว่าบนเรือสำราญมีผู้ติดเชื้อเพิ่มอีก 60 คนดังนั้นจึงรวมทั้งสิ้นที่มีผู้ติดเชื้อบริเวณสำราญถึง 130 คนแล้วซึ่งจากตัวเลขนี้ทางเจ้าหน้าที่ทางการญี่ปุ่นได้นำไปรวมกับจำนวนประชาชนของประเทศญี่ปุ่นที่พบมีการติดเชื้อทำให้ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีคนติดเชื้อไวรัสโคโรนา มากเป็นอันดับสองของโลกรองลงมาจากจีนซึ่งในขณะนี้ญี่ปุ่นมีจำนวนผู้ติดเชื้อทั้งสิ้นเป็นจำนวน 150 คนซึ่งถือว่าสูงมากแล้วในขณะเดียวกันทางการญี่ปุ่นยังได้ออกมาบอกว่าจะยังมีการกักตัวนักท่องเที่ยว ที่อยู่บนเรือสำราญเอาไว้ก่อนทุกคน

 

เพราะจะต้องมีการตรวจหาเชื้อทั้งหมดเนื่องจากในขนาดนี้จำนวนนักท่องเที่ยวและเจ้าหน้าที่บนเรือสำราญมีจำนวนคนรวมกันแล้ว 3700 คนซึ่งอย่างละตรวจหาเชื้อยังไม่ครบทุกคนและหากใครตรวจแล้วพบว่าไม่ติดเชื้อก็จะส่งกลับขึ้นฝั่งแต่หากใครติดเชื้อก็จะกักเอาตัวไว้ก่อน       

ถือว่าเหตุการณ์ในครั้งนี้สร้างความหวัดวิตกให้กับชาวโลกเป็นจำนวนมากเนื่องจากมีการตรวจสอบพบว่าไวรัสชนิดนี้สามารถติดต่อกันได้จากคนสู่คนซึ่งค้นพบการติดต่อจากคนสู่คนไปแล้วหลายประเทศและหนึ่งในนั้นคือประเทศไทยที่สำคัญตอนนี้ยังไม่มีอยากกินที่รักษาให้หายขาดได้เป็นเพียงแค่รักษาตามอาการเท่านั้นซึ่งในปัจจุบันนี้ทุกประเทศทั่วโลกรวมกันแล้วพบว่ามีการติดเชื้อหลายหมื่นคนและพบว่าเสียชีวิตแล้วกว่า 800 คนดังนั้นจึงถึงเวลาที่เราทุกคนทุกประเทศจะต้องตื่นตัวและหาทางป้องกันไม่ให้มีการแพร่เชื้อของไวรัสชนิดนี้ได้อีกแล้ว

 

ซึ่งในตอนนี้วิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันไม่ให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้นั่นก็คือล้างมือให้สะอาดกินของที่สะอาดและปิดหน้ากากอนามัยทุกครั้งก่อนออกจากบ้านเพื่อเป็นการป้องกันตัวเองขั้นพื้นฐานที่ทุกคนสามารถร่วมมือร่วมใจทำกันได้

 

 

Read More

งานแต่งงานในตำนาน ที่ทุกคนรอคอย ปิดตำนานงานแต่งต้องเลี้ยงโต๊ะจีน

ตามปกติแล้วการจัดงานแต่งงานมักจะมีการจัดเลี้ยงในช่วงค่ำ ซึ่งส่วนใหญ่เจ้าบ่าวกับเจ้าสาวก็มักจะจัดหาโต๊ะจีน เจ้าดังเจ้าอร่อยมาเลี้ยงแขกภายในงาน  แต่สำหรับงานแต่งงานของเจ้าบ่าวกับเจ้าสาวในตำนานนี้กลับมีการเลี้ยงอาหารแขกที่แปลกแหวกแนวออกไปและเป็นที่พอใจของแขกที่มาร่วมงานกันเป็นอย่างมาก 

  ได้มีรายงานข่าวจากสำนักข่าวช่องหนึ่งว่า มีงานแต่งงานที่แปลกแหวกแนวไม่เหมือนใครเกิดขึ้น

โดยงานเลี้ยงมีการจัดงานกันที่จังหวัดลพบุรี  ซึ่งที่แตกต่างจากที่อื่นนั้นก็คือเรื่องการเลี้ยงอาหารของแขกที่มาร่วมงานแต่งงาน โดยตามปกติแล้วหากเป็นงานแต่งงานทั่วทั่วไปแล้วละก็จะมีการเลี้ยงโต๊ะจีนแขกที่มาร่วมงานกันทั้งนั้น แต่สำหรับงานแต่งงานในครั้งนี้เจ้าบ่าวกับเจ้าสาวได้สร้างความแปลกใหม่ด้วยการที่เปลี่ยนจากโต๊ะจีนมาเป็นปาร์ตี้หมูกระทะ  ซึ่งแขกที่มาร่วมงานต่างก็ชอบใจกันเป็นอย่างมาก เพราะส่วนใหญ่คนที่มาร่วมงานแต่งงานก็มักจะเบื่ออาหารโต๊ะจีนกันมากแล้วเพราะงานไหนงานนั้น

ต้องเลี้ยงโต๊ะจีนกันตลอด หากมางานแต่งงานครั้งนี้มีหมูกระทะมาเลี้ยงจึงทำให้แขกที่มาร่วมงานต่างก็พอใจกับการเลี้ยงอาหารในครั้งนี้กันมากทีเดียว ซึ่งจากการสอบถามถึงเหตุผลที่เจ้าบ่าวกับเจ้าสาวทำแบบนี้ นั่นก็เพราะว่า ทางบ้านของเจ้าบ่าวเปิดร้ายขายหมูกระทะ และเจ้าบ่าวกับเจ้าสาวพบรักกันที่ร้านหมูกระทะ จึงมีความคิดที่จะมีการจำลองสถานที่ที่พบรักกันครั้งแรกเข้ามาในงานแต่งงานด้วย ดังนั้นจึงทำให้เจ้าบ่าวและเจ้าสาวคิดอาหารเลี้ยงแขกที่มาร่วมงานด้วยหมูกระทะแทนการกินอาหารแบบโต๊ะจีน ซึ่งภายในงานแขกที่มาร่วมงานสามารถกินหมูกระทะได้แบบไม่จำกัด

ซึ่งจากงานแต่งงานในครั้งนี้ คาดว่าเจ้าบ่าวและเจ้าส่าวอีกหลายคู่น่าจะนำไอเดียนี้มาใช้กับงานแต่งงานของตนเองบ้าง เพราะเป็นไอเดียที่แปลกใหม่และดีมากมาก เพราะตอนนี้อาหารโต๊ะจีนเป็นอะไรที่เก่ามากแล้ว และคนไปร่วมงานเลี้ยงส่วนใหญ่ก็เบื่อกับอาหารโต๊ะจีนที่มีรูปแบบเดิมเดิมซ้ำซ้ำ

นั่นก็คือ ข้าวผัด ปลาทอด ต้มยำ เป็นต้น หากมีการนำอาหารในรูปแบบอื่นอื่นมาเลี้ยงแขกในงาน ต่างก็จะต้องมีความสุขทั้งเจ้าภาพและแขกที่มาร่วมงานแน่นอน  แต่ก็อาจจะต้องระวังเรื่องของความปลอดภัยของคนภายในงานด้วย เกี่ยวกับฟืนไฟ เพราะงานนี้คนเยอะต่างคนอาจจะต่างไม่ค่อยสนใจกันสักเท่าไหร่เด็กที่มาร่วมงานก็เยอะดังนั้นคงต้องระวังเรื่องไฟกับเด็กด้วยและที่สำคัญเสื้อผ้าแขกที่มาร่วมงานคงมีกลิ่นหมูกระทะติดตัวกันแน่นอน

 

ขอบคุณเรื่องราวเหล่านี้โดย  วิธีเล่นบาคาร่าให้รวย

Read More

ภูขาไฟถือเป็นหนึ่งในภันธรรมชาติที่มนุษย์ไม่สามารถที่จะคาดเดาล่วงหน้าได้

และที่สำคัญความเสียที่เกิดขึ้นนั้นย่อมส่งผลต่อมนุษย์อย่างเราๆแน่นอน ภูเขาไฟที่ยังคงมีชีวิตอยู่ในโลกใบนี้นั้นมีหลายมากมายลูฏ และที่ฟิลิปปินส์เองก็เป็นหนึ่งในประเทศที่ยังมีภูเขาไฟที่ยังคงมีพลีงงานอยู่ อีกทั้งประเทศฟิลิปปินส์ตั้งอยู่รอบวงแหวนแห่งไฟ มีภูเขาไฟหลายลูกที่ยังสามารถปะทุได้อยู่หลายสิบลูก และล่าสุด ภูเขาไฟ อัลตา ได้เกิดประทุรุนแรงขึ้นอีกครั้ง

ทางการฟิลิปปินส์ได้มีกาเร่งอพยพประชาชนับหมื่นออกจากพื้นที่ที่เป็นจุดอันตรายแล้ว ซึ่งการปะทุในครั้งนี้ได้วัดระดับความรุนแรงไปถึงระดับที่ 4 ซึ่งยังคงปะทุอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าภูเขาไฟ อัลตา นั้นจะเป็นภูเขาไฟที่มีขนาดเล็ก แต่ว่ายังมีปล่องที่สามารถปะลุได้เล็กๆ อีกถึง 5 ปล่องรอบๆ ปล่องใหญ่

ซึ่งส่งผลให้เกิดฝุ่นควันหมองหนาปกคลุมไปทั่วเขตบริเวณแถวนั้นไกลถึง 14 กิโลเมตร อีกทั้งยังผลไปถึงกรุงมะนิลา เมืองหลวงของประเทศฟิลิปปินส์ ที่ตั้งอยู่ห่างไกลจาก ภูเขาไฟอัลตา ถึงกว่า 60 กิโลเมตร นับเป็นความรุนแรงที่ส่งผลต่อประชาชนโดยตรง ซึ่งทางรัฐบาลฟิลิปปินส์ก็กำลังเร่งแก้ไขปัญหานี้อยู่

สถานเอกอัครราชทูตไทย กรุงมะนิลาประเทศฟิลิปปินส์ ได้ประกาศเตือนชาวไทยให้งดเดินทางไปยังประเทศฟิลิปปินส์ เพื่อป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นแก่ปวงชนชาวไทยได้ รวมถึงยังประกาศงดเที่ยวบินจะเดินทางเข้าออกท่าอากาศยาน Niony Aquino International Airport เป็นการชั่วคราว

แม้ว่าจะเกิดเหตุการปะทุนที่รุนแรงอยู่นั้นแต่ยังยังมีประชาชนจำนวนไม่น้อยที่ออกมาถ่ายความงดงามของธรรมชาติท่ามกลางอันตรายอย่างเช่นสายฟ้าที่เกิดผ่าลงในกลุ่มหมอกควันเหนือปล่องภูเขาไฟ เป็นสิ่งที่ธรรมชาติได้รังสรรค์ความสวยงามท่ามกลางอันตราย อีกทั้งสถานที่แห่งนี้ก่อนที่จะเกิดการปะทุ ก็เคยเป็นสถานที่ท่องเที่ยว เปิดให้นักท่องที่ยวทั้งในและต่างประเทศให้เข้าไปเที่ยวได้

เนื่องจากพื้นที่บริเวณภูเขาไฟอัลตานั้น ตั้งอยู่ท่ามกลางอ่าว เป็นวิวทิวทัศน์ที่สวยงามมาก แม้ว่าจะเกิดเหตุปะทุของภูเขาไฟขึ้นแต่ว่าก็ไม่ได้ทำให้ประชาชนเกิดความวิตกกันแต่อย่างใด บางคู่รักได้จัดงานแต่งานท่ามกลางภูเขาไฟที่กำลังปะทุเพื่อเก็บภาพความสวยงามที่เบื่องหลังของงานแต่งที่ฉากที่ธรรมชาติได้สร้างความสวยงามให้

แต่อย่างไรก็ดีควันที่เกิดจากการปะทุของภูเขาไฟย่อมเป็นผลเสียต่อสร้างมนุษย์ดังนั้นหากหลีกเลี่ยงได้ก็ควรเลี่ยงเพื่อสุขภาพของเอง ก็ควรที่จะปฏิบัติตามคำเตือนของทางการ เพื่อเป็นการตนเองละคนในครอบครัว ก็ควรที่จะงดเดินทางไปฟิลิปปินส์ก่อนในช่วงนี้ รอให้ภูเขาไฟอัลตาเกิดความสงบก่อนแล้วจึงค่อยเดินทางได้

อย่างไรก็ดีธรรมชาติถือเป็นสิงที่เราไม่สามารถคาดเดาได้ ไม่ว่าจะภัยใดๆเราก็ควรที่จะตื่นตัวแต่เฝ้าระวังอยู่เสมอ เพราะเกิดเหตุที่ไม่คาดคิดขึ้น เราจะได้มีการเตรียมก่อนที่ดี เพื่อลดโอกาสเสี่ยงและความเสียหายต่อตนเองและทรัพย์สิน

 

Read More

ขณะนี้บนโลกออนไลน์ได้มีการแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเกี่ยวกับทวิตเตอร์รายหนึ่งที่มีการระบุไว้ว่ามีการติดตั้งกล้องถ่ายรูปเอาไว้แอบถ่ายหลานสาวเวลาที่หลานเข้าห้องน้ำอาบน้ำแต่งตัวซึ่งหลานสาวเป็นนักเรียนชั้นมอปลายด้วยหลานได้ย้ายมาอยู่กับเขาเพราะแม่ของเขาซึ่งเป็นพี่สาวของชายคนดังกล่าวได้ฝากฝัง ให้เค้าช่วยดูแลหลานให้ด้วยเพราะหลานต้องเข้ามาเรียนในตัวเมืองซึ่งเค้าบอกว่าตั้งแต่ร้านสาวมาอยู่ด้วยเค้าก็เริ่มติดตามแอบดูหลานสาวทำกิจกรรมทุกอย่างแล้วนำคลิปมาโพสต์ลงบนโลกอินเตอร์เน็ต

ซึ่งได้มีคนจำนวนหนึ่งออกมาหรือให้ชายคนหนึ่งกล่าวกระทำการข่มขืนหลานสาวด้วยบอกว่า

ยังไงหลานสาวก็ต้องยอมแน่นอนซึ่งหลังจากที่มีการเผยแพร่ทวิตเตอร์นี้ออกมาหลายคนต่างก็พากันวิพากษ์วิจารณ์และสาปแช่งเจ้าของทวิตเตอร์หลานของผมและยังรวมไปถึงคนที่มาคอยสนับสนุนให้ใช้คนดังกล่าวกระทำความผิดอีกด้วย ซึ่งเรื่องนี้เป็นข่าวดังเจ้าของทวิตเตอร์ #หลานของผมก็ได้ปิดTwitterหนีไปแต่ก็มีคนที่แคปหน้าจอนี้เกี่ยวกับการกระทำอนาจารหลานแล้วนำไปแจ้งความที่สถานีตำรวจเพื่อให้ช่วยดำเนินการ ตามจับเจ้าของทวิตเตอร์ #ร้านของผมมาดำเนินคดีให้ได้เพราะถือว่าการกระทำดังกล่าวเป็นสิ่งที่ไม่สมควรทำและเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายและถือว่าเป็นอันตรายต่อหลานสาวของเขาเป็นอย่างมาก ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้รับแจ้งความและพยายามตรวจสอบถึงที่อยู่ของผู้ที่ใช้ #หลานของผมเพื่อที่จะตามตัวมาดำเนินคดีและรับทราบข้อกล่าวหา ซึ่งการกระทำของชายคนดังกล่าวรวมถึงคนที่เข้ามาพิมพ์สนับสนุนให้ใช้คนดังกล่าวกระทำผิดมีอยู่เป็นจำนวนมากทำให้เรามันเห็นได้ว่าจิตใจของคนเราในสังคมปัจจุบันเริ่มที่จะเสื่อมโทรมลง

ในปัจจุบันเรามักจะเห็นข่าวของหญิงสาวที่โดนคมคืนกระทำชำเราซึ่งส่วนใหญ่คนที่ทำคือคนใกล้ชิดของหญิงสาวเหล่านั้นเองไม่ว่าจะเป็นเพื่อนพ่อปู่ตาน้องลุง น้าอาหรือแม้แต่เพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้กันเคยเห็นหน้ากันก็ยังสามารถทำร้ายกันได้ซึ่งบุคคลเหล่านี้จับได้ว่าเข้าข่ายบุคคลที่มีปัญหาทางจิต

ซึ่งเราควร สังเกตคนใกล้ชิดหักรู้สึกถึงความผิดปกติเราจึงไม่ควรเข้าใกล้และควรพาเค้าไปทำการรักษากับจิตแพทย์เพื่อไม่ให้เค้าไปก่อเหตุข่มขืนกระทำชำเราคนอื่นได้วิธีสังคมไทยจะไม่ได้มีปัญหาหญิงสาวถูกฆ่าข่มขืนและ ถ้าหากยังมีเค้กของคืนแบบนี้เกิดขึ้นควรมีบทลงโทษกับผู้กระทำผิดให้หนักกว่าที่เป็นอยู่เพื่อที่ผู้กระทำผิดจะได้กลัวและไม่กล้ากระทำผิดแบบนี้อีก

 

สนับสนุนโดย เล่นบาคาร่าให้ได้เงิน

 

Read More

ข่าวอาม่าวัย 76ปีฟ้องร้องลูกสาวตัวเองและพนักงานแบงค์เกินเงิน 250 ล้านบาท

          รายงานข่าวแจ้งปัญหาลูกสาวอาม่าแอบทอนเงินออกจากบัญชีเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2557 แล้วแต่เนื่องจากคดีความไม่คืบหน้าทางอาม่า และลูกชายและหลานสาวจึงติดต่อทนายอนันต์ชัย ทนายความชื่อดังให้ช่วยติดตามผลให้ โดยทางอาม่าได้เล่าย้อนความฟังว่า ก่อนหน้านี้อาม่าป่วยเป็นเส้นเลือดหัวใจตีบ มีอาการมือเท้าอ่อนแรง และต้องเจาะคอจึงต้องนอนพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล

แต่เมื่ออาการดีขึ้นได้กลับมาตรวจสอบทรัพย์สินในตู้เซฟพบว่าสมุดบัญชีธนาคารหายไป จึงไปติดต่อกลับธนาคารเพื่อทำเรื่องตรวจสอบยอดเงิน แต่ทางธนาคารบ่ายเบี่ยงไม่ยอมให้ความร่วมมือ

จึงได้ค้นหาความจริงพบว่าช่วงที่อาม่านอนป่วยอยู่ที่โรงพยาบาลลูกสาวได้มีการร่วมมือกับพนักงานธนาคาร มีการแอบทำหนังสือมอบอำนาจปลอมและเปลี่ยนเงื่อนไขการเบิกเงินจากที่ต้องเซ็นเอกสารเปลี่ยนเป็นใช้ปั้มนิ้วแทน หลังจากนั้นก็มีการเบิกถอนเงินออกจากบัญชีของอาม่าและ ทอนเงินจากบัญชีกองทุนเปิดเป็นเงิน 250 ล้านบาทและโยกทรัพย์สินของอาม่าทั้งหมดไปเป็นของตัวเอง เมื่อให้หลานสาวไปทวงถามก็บอกว่ามีการใช้เงินนั้นไปหมดแล้ว อาม่ายืนยันต้องการเงินและทรัพย์สินทั้งหมดคืน

เนื่องจากเป็นการแอบมาพิมพ์ลายนิ้วมือของอาม่าโดยที่อาม่าไม่ได้ยินยอม

           ทางด้านทนายอนันต์ชัย แจ้งว่าก่อนหน้าที่แจ้งความไว้นานแล้วแต่เรื่องไม่มีอะไรคืบหน้า เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ยอมทำคดีจนทนายอนันต์ชัยต้องขู่ว่าจะฟ้องผู้บังคับบัญชา ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงกระตือรือร้นที่จะทำงาน และจนมีความคืบหน้าที่จะส่งฟ้องกับพนักงานธนาคารดังทั้งสี่ท่านได้ รวมถึงจะฟ้องร้องธนาคารด้วยเช่นกัน 

          ทางด้านหลานสาวของอาม่าได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวเพิ่มเติมว่า

อาม่ามีลูกทั้งหมด 3 คนคือพ่อของตน  ลูกสาวคนที่กำลังมีปัญหาคดีความกัน และคนสุดท้องแต่เสียชีวิตไปแล้ว ซึ่งอาม่าได้เปิดบริษัทเกี่ยวกับการผลิตชิ้นส่วนแอร์มากว่า 30 ปีแล้วทำให้มีเงินหมุนเวียนเยอะ  และในตอนที่หมออนุญาตให้อาม่ากลับได้ ลูกสาวคนกลางของอาม่าได้พาอาม่าไปอยู่ด้วย ซึ่งหลังจากนั้น อาม่าก็อาการแย่ลงกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียง จนอาม่าต้องเขียนจดหมายมาหาหลานชายอีกคนบอกว่า อาม่าไม่อยากอยู่กับลูกสาวคนกลางแล้ว ทุกคนจึงไปพาอาม่ากลับมาอยู่ด้วย จนมาพบเอกสารบัญชีการเงินหายไปดังกล่าว 

       สำหรับข่าวการแย่งมรดกกันมีมากมายหลายตระกูล เพราะใครๆก็ต้องการอยากได้เงินเยอะๆ จึงมีการแย่งชิงกัน แต่เหตุการณ์ของครอบครัวนี้อาม่าที่เป็นเจ้าของเงินยังไม่เสียชีวิตจึงเป็นไปได้ว่าจะสามารถชนะคดีได้อย่างแน่นอน ต้องมาดูกันต่อไปว่าทางด้านลูกสาวที่ถูกกล่าวหานั้นจะออกมาแก้ข่าวว่าอย่างไร

 

สนับสนุนเรื่องราวต่างๆเหล่านี้โดย  ทดลองเล่น gclub

Read More

ยูเอ็นถังแตกจริงหรือไม่

หากพูดถึงเรื่องสถานะความมั่นคงเราคงปฎิเสธไม่ได้ว่าองค์กรณ์นี้มีความสำคัญอย่างมากต่อโลกของเรา เนื่องจากป็นองค์กรที่ถูฏสร้างขึ้นสร้าสันติภาพให้กับโลกของเรา แต่เมื่อปีที่ผ่านมานี้ รอยเตอร์ – อันโตนิโอ กูเตียร์เรส เลขาธิการใหญ่แห่งการสหประชาชาติ ได้มีการออกมายอมรับว่า ยูเอ็นกำลังประสบปัญหาทางด้านการเงินอยู่จริงๆ ซึ่งปัญหานี้จะส่งส่งผลทำให้องค์กรจะไม่มีเงินจ่ายค่าจ้างให้กับพนักงานในองค์กร และแน่นอนว่าย่อมส่งผลกระทบทั้งคนในองค์กร และความมั่นคงของชาติต่างๆ ทั้วโลก

ที่ร่วมเป็นสมาชิกอยู่ กูเตียร์เรสได้ออกมาแถลงการให้กับสมัชชาใหญ่ยูเอ็นที่จะประกอบไปด้สยประเทศสมาชิกถึง 193 ประเทศว่าหากตนไม่ยอมตัดทอนรายจ่ายตั้งแต่เดือน ม.๕. เป็นต้น “เราคงไม่มีเงินพอที่จะจัดการประชุมสำหรับผู้นำทั่วโลกเมื่อเดือนที่แล้ว ซึ่งในเดือนนี้ทางองค์กรได้ขาดแคลนรายได้อย่างหนัก ที่สุด ในรอบ 10 กว่าปีที่ผ่านมานี้ และอาจจะไม่มีเงินพอที่จะจ่ายค่าจ้างในกับพนักงานในองค์กร

ซึ่งภารกิจในการปฏิรูปนั้นกำลังเกิดความเเสี่ยง”

ซึ่งปกติแล้วสหรัฐเป็นประเทศที่มอบเงินบริจาคเป็นรายได้หลักขององค์กร ซึ่งทางสหรัฐจะจ่ายเงินสบทบยูเอ็นประมาณ 22 % จากวงเงินที่ตั้งประมานเอาไว้กว่า 3,300 ล้านดอลลาร์ ในปี 2019 ซึ่งเงินจำนวนนี้ก็จะถูกนำไปแจกจ่ายเป็นรายได้สำหรับพนักงานในองค์ร ซึ่งบุคคลากรเหล่านนี้มีการปฏิบัติหน้าที่ ทั้งเรื่อง ภารกิจในด้านการเมือง , มนุษยธรรม , การปลดอาวุธ ,กิจการทางเศรษฐกิจและสังคม , รวมไปถึงเรื่องของการสื่อสาร เพราะฉะนั้นหากบุคลากรเหล่านี้ไม่มีรายได้ ก็จะเกิดการออกจากงาน และเมื่อออกจากงานก็จะไม่สามารถดำเนินกิจกรรมขององค์กรได้ ซึ่งเหตุที่เกิดการขาดแคลนรายได้นี้ อาจจะเกิดจากการที่ สหรัฐได้มีการค้างเงินสบทบกับองค์กรอยู่ถึง 674 ล้านดอลลาร์ในปีนี้ และไม่นับยิดค้างของเดิมอีก 381 ล้านดอลลาร์ในปีก่อนๆ

ซึ่งเจ้าหน้าที่ตัวแทนคณะผู้แทนของสหรัฐ ประจำยูเอ็น

ได้ออกมีเปิดเผยข้อมูลว่า ตอนนี้สหรัฐต้องแบกรับค่าใช้จ่ายขององค์การสหประชาชาตินี้อย่างไม่เป็นธรรม และที่สำคัญยองเกิดข้อเรียกร้องให้ทำการปฏิรูป องค์กรระดับโลกนี้ เพราะสหรัฐเองเล็งเห็นว่าตนเองผู้เสียเปรียบและทาง ประธานาธิปดี โดนัล ทรัมป์ ได้ออกว่าชี้แจงว่า อยากจะออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมเป็นกระตุ้นให้เกิดการปฏิรูปองค์กรนี้ ให้เกิดขึ้นอย่างถึงที่สุด 

ดังนั้นองค์การสหประชาติจึงต้องมีการเปลี่ยนแปลงระบบการเงินอย่างหนักเพื่อจะได้ยื้อให้องค์กรได้สามารถดำเนินงานต่อไปได้อย่างเป็นปกติให้มากที่สุด ซึ่งจริงๆแล้วก็ยังมีประเทศสมาชิกที่ยังต้องจ่ายเงินให้กับองค์กรนี้อยู่ถึง 129 ประเทศรวมเป็นเงินทั้งสิ้นประมาณ 2,000 ล้านดอลลาร์ 

และสำหรับภารกิจที่จะจัดขึ้นเพื่อสันติภาพภายในโลกก็ยังคงต้องดำเนินต่อไป โดยอาจจะต้องหาทางแก้ไข กับสถานที่เป็นอยู่ตรงหน้านี้ก่อน แต่ว่าปัจจุบันสหรัฐก็คงมีการสนับสนุนและส่งเงินสมทบทุนให้กับองค์การสหประชาชาติหรือยูเอ็นนี้อยู่ แต่ว่าทางรัฐบาลของทรัมป์ ได้ประกาศออกมาว่าจะจ่ายให้กับองค์กรเพียง 25 % ตามเกณฑ์ที่ทางสหรัฐได้ตั้งไว้ให้ ซึ่งปัจจุบันก็ยังคงค้างจำนวนเงินในอยู่

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย Gclub ฝากถอนไม่มีขั้นต่ำ

Read More

เรื่องราวที่เป็นข่าวเกี่ยวกับการไม่รู้ราคาค่าโดยสารรถประจำทาง

          จากกรณีที่มีชายอายุ 45 ปีรายหนึ่งโพสต์คลิปที่ถูพนักงานเก็บเงินบนรถเมล์ด่าเรื่องที่ไม่รู้ราคาค่าโดยสารแล้วไปถามพนักงานเก็บเงินบนรถเมล์ทำให้กระเป๋ารถเมล์ไม่พอใจ โดยนักข่าวได้ไปสัมภาษณ์ชายคนดังกล่าว จึงได้เล่าเหตุการณ์ให้ฟังว่า โดยปกติแล้วชายคนดังกล่าวจะขับรถยนต์ส่วนตัว แต่ครั้งนี้ไม่ได้ขับรถมา จึงได้ขึ้นรถเมล์สาย 205

แต่เนื่องจากชายคนดังกล่าวไม่ได้ขึ้นรถเมล์มาเกือบ 20 ปีแล้วจึงไม่แน่ใจว่าต้องจ่ายเงินเท่าไหร่ จึงมีการสอบถามพนักงานเก็บเงินว่าต้องจ่ายเท่าไหร่ โดยมีการถามไปสองครั้ง แต่พนักงานเก็บเงินบนรถเมล์ ไม่ตอบได้แต่มองหน้า สักพักก็ถามว่าจะไปลงไหน เมื่อบอกสถานที่ไปพนักงานเก็บเงินบนรถเมล์ก็ยังไม่ยอมบอกอีก ตนจึงจ่ายเหรียญ 10 บาทให้ ซึ่งพนักงานก็ทอนมา 2บาททำให้ตนรู้ว่าค่ารถเมล์คือ 8 บาท  พนักงานเก็บเงินโดยสารหันมาถามตนว่า ไม่เคยอ่านข่าวเลยหรืออย่างไรถึงไม่รู้ว่าค่ารถเมล์เท่าไหร่ซึ่งตนก็ได้ชี้แจงไปว่าเพราะไม่ได้ขึ้นรถเมล์นานเกือบ 20 ปีแล้ว

แต่เรื่องไม่จบแค่นั้น เพราะพนักงานเก็บเงินกลับหันไปถามคนอื่นที่นั่งอยู่บนรถเมล์คันเดียวกันนี้ว่า มีใครไม่รู้ราคาค่ารถเมล์บ้าง แถมยังบ่นเสียงดังว่าทำงานเหนื่อยยังต้องมาตอบคำถามอะไร สร้างความซึ่งสร้างความอับอายให้ตนเป็นอย่างมาก ตนจึงถ่ายคลิปเหตุการณ์แต่พนักงานเก็บเงินก็ใช้มือปัดโทรศัพท์ไม่ให้ถ่าย

คนบนรถเมล์ที่ยืนอยู่ใกล้ก็ห้ามปรามไม่ให้มีเรื่องกัน จึงทำให้ตนต้องยืนอดทนจนถึงที่หมายแล้วจึงลงจากรถเมล์กลับมาโพสต์เหตุการณ์อย่างที่เห็น ซึ่งหลังจากกลับมาถึงบ้านชายคนดังกล่าวได้ร้องเรียนไปที่กรมขนส่งเรียบร้อยแล้ว คาดว่าจะมีการสอบสวนเรื่องดังกล่าวในเร็วนี้ๆ ส่วนพนักงานเก็บเงินบนรถเมล์ได้ลาหยุด 3 วันโดยให้เหตุผลว่าไม่สบาย นักข่าวจึงไปเจอแค่คนขับรถเมล์ในวันนั้นเท่านั้น แต่คนขับรถเมล์บอกว่าไม่รู้รายละเอียดของเหตุการณ์เพราะคนเยอะมาก จึงไม่ได้ยินเสียงอะไร 

         ในความเป็นจริงแล้ว หากคนที่ไม่ค่อยมีโอกาสนั่งรถเมล์บ่อยๆ จะไม่ค่อยมั่นใจเวลาที่จะต้องจ่ายเงินค่ารถเพราะเราไม่รู้ว่ามีการปรับราคาไปที่เท่าไหร่กันแล้ว ซึ่งแค่เพียงกระเป๋ารถเมล์มีน้ำใจนิดเดียวพูดแค่ว่าต้องจ่ายกี่บาทก็ไม่ต้องมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นแล้ว อย่าลืมว่ายังมีอีกหลายคนอาจจะไม่รู้ข้อมูลนี้อย่างคนที่มาจากต่างจังหวัดครั้งแรก เขาก็ไม่รู้ราคารถเมล์หรอกว่าจะต้องจ่ายเท่าไหร่ ถ้าไม่อยากพูดมากให้ติดราคารถตัวใหญ่ๆไว้บนรถเมล์เลย หากใครถามแล้วไม่อยากตอบก็ชี้ให้เขาดูได้จะได้ไม่เกิดปัญหาแบบนี้ขึ้น

 

เรื่องที่น่าสนใจเกี่ยวกับ ทดลองเล่นบาคาร่าฟรี

Read More

ข่าวฤดูหนาวจะทำให้คนอ้วนขึ้นเป็นอย่างไรนะ

           ด้านมีทวิสเตอร์ของกูรูชื่อดังบนโลกออนไลน์ เชี่ยวชาญด้านศาสตร์การชะลอวัย ซึ่งใช้ชื่อว่า หมอผิง  ได้ออกมาบอกกล่าวกันว่าตอนนี้เข้าสู่ความหนาวเย็นแบบเต็มตัวแล้ว ช่วงฤดูหนาวนี่ละที่จะทำให้คนอ้วนมากขึ้น เพราะด้วยอากาศที่หนาวเย็นจะทำให้คนต้องการกินอาหารบ่อย และอาหารที่จะเน้นกินก็จะเป็นอาหารที่มีไขมันสูงเพระต้องการให้มาช่วยให้ร่างกายอบอุ่น  แถมยังแนะนำเรื่องการดูแลผิวด้วยว่า หน้าหนาวสามารถอาบน้ำอุ่นได้ โดยให้อาบน้ำที่ร้อนๆหน่อยแต่ห้ามนาน เมื่ออาบน้ำเสร็จแล้วให้รีบทาครีมบำรุงผิวทันที และช่วงนี้ไม่ควรขัดผิวนะจ๊ะเพราะผิวจะแห้งเสียง่าย 

        อย่างที่ทราบกันดีว่าถึงแม้ไม่หนาวหาก เรานอนดึกก็จะทำให้หิวง่าย หิวบ่อย ก็จะทำให้อ้วนขึ้นอยู่แล้ว และนี่ยังมามีปัจจัยเรื่องความหนาวเย็นมาเป็นตัวเสริมให้หิวบ่อยขึ้นอีก การลดความอ้วนที่ทุกคนถวิลหาคงจะประสบความสำเร็จลำบากช่วงหน้าหนาว นอกจากจะทำให้หิวบ่อยแล้ว ยังทำให้คนขี้เกียจมากขึ้นด้วย 

ด้วยอากาศที่หนาวเย็นคนส่วนใหญ่จึงไม่ค่อยอยากลุกจากที่นอน ยังอยากที่จะนอนห่มผ้าห่มให้อบอุ่น และที่สำคัญอากาศยามเช้านั้นเย็นมาก

การอาบน้ำตอนเช้านี่ไม่ต้องพูดถึงแทบจะเลิกอาบน้ำตอนเข้ากันเลยที่เดียว ขนาดบางบ้านมีเครื่องทำความอุ่นก็ยังเอาไม่อยู่ ส่วนตอนเย็นก็ต้องรีบกลับมาบ้านแล้วรีบอาบน้ำ จนแทบจะเรียกได้ว่าวิ่งผ่านน้ำกันเลย แต่ยังไงซะประเทศไทยก็ไม่ค่อยจะหนาวนานอยู่แล้ว

คงยังไม่ต้องตื่นเต้นมา เพราะบางปีช่วงปีใหม่แทนที่จะได้รับลมหนาว ยังได้รับลมร้อนก็มี ดังนั้นปีนี้ประเทศไทยอาจจะไม่ได้หนาวนานก็ได้ หากช่วงนี้มีเวลากันลองเตรียมเสื้อผ้าหนา ๆ ผ้าห่มอุ่นๆเผื่อไว้หน่อยก็ดี เผื่ออาจจะหนาวต่อเนื่องอีกสัก 3-4 วัน

 หลายๆคนคงจะทราบวิธีการดูแลผิวในหน้าหนาวกันมาบ้างแล้ว

การอาบน้ำเย็นจะช่วยให้ผิวไม่แตกในหน้าหนาวแต่ถ้าอากาศหนาวจนเกินไปก็หันมาอาบน้ำร้อนแทนได้แล้วค่อยทดแทนด้วยการทาครีมบำรุงผิวไปก่อนนะคะ หรือบางคนถ้าตอนเย็นอาบน้ำเรียบร้อยแล้ว ไม่ได้ทำอะไรสกปรกเพราะเราก็แค่นอนอย่างเดียว หน้าหนาวเหงื่อก็ไม่ออกอยู่แล้ว

จะไม่อาบน้ำตอนเช้าก็คงจะไม่มีใครรู้หรอกค่ะ เพียงแต่ฉีดน้ำหอมปิดกลิ่นกันสักนิด รับรองไม่มีใครรู้แน่ๆว่าเราไม่ได้อาบน้ำตอนเช้า 555

 

สนับสนุนโดย รู้ทันบาคาร่า

Read More